รายงาน GG 62 Full Report สำหรับผลิต (1) | Seite 38
- หน้าที่ ๑๓ -
ส่วนเสีย (Stakeholder) เข้ามาร่วมคิดและร่วมขับเคลื่อนนโยบาย โครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยทรัพยากร
งบประมาณ และบุคลากรขององค์กรภาครัฐ (Dunleavy and Hood, ๑๙๙๔) คำนิยามของ Dunleavy และ
Hood นั้นเป็นการยกระดับสถานภาพของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจากเดิมเป็นเพียงการท
หน่วยงานภาครัฐรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามาร่วมในวงจร
ชี วิ ตของนโยบายสาธารณะตั ้ งแต่ การศึ กษาวิ เ คราะห์ ความต้ องการ (Needs Assessment) การกำหนด
นโยบาย (Policy Formulation) การวางแผนงาน (Planning) การบริ ห ารจั ด การ (Management) และ
การประเมินนโยบาย (Policy Evaluation) (Boschken, ๑๙๙๔; Boyne, ๑๙๙๖; Basheka, ๒๐๐๘)
การเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายถือเป็นการส่งเสริม
กระบวนการเรียนรู้ทางด้านการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน เนื่องจากทำให้ประชาชนได้ทราบถึง
ความสลับซับซ้อนของขั้นตอนการตัดสินใจและกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย
และยังเป็นการฝึกฝนให้ประชาชนสามารถมองสภาพปัญหาในมุมมองของชุมชน ไม่ใช่แต่เพียงจากมุมมอง
ส่วนบุคคล (Needham, ๒๐๐๘; Fotoki, ๒๐๑๑; Herian et al., ๒๐๑๒; Loeffler and Bovaird, ๒๐๑๘)
จากกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวย่อมจะทำให้ประชาชนเข้าใจในสภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ
ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนต่อไป (Sudhipongpracha and
Wongpreedee, ๒๐๑๖)
นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนยังเสริมสร้างคุณภาพการให้บริการของหน่วยงาน
ภาครัฐ (จุมพล หนิมพานิช , ๒๕๔๘; วรเดช จันทรศร, ๒๕๕๔) โดย Alonso และคณะ (๒๐๑๕) อธิบายกลไก
ความสัมพันธ์ของการมีส่วนร่วมและคุณภาพการให้บริการว่า แม้เจ้าหน้าที่ภาครัฐจะมีความรู้เชิงเทคนิค แต่ก็
จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในสภาพปัญหาที่แท้จริงของชุมชน (ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ และ ธัชเฉลิม
สุทธิพงษ์ประชา, ๒๕๕๖; Boyne, ๑๙๙๖) การที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเข้าใจในสภาพปัญหาท
แท้จริงและบริบทของแต่ละชุมชนย่อมทำให้ประชาชนยอมรับและเชื่อมั่นในนโยบายและอำนาจขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชน
และเจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมและขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (Sommerfeld
and Kroeger, ๒๐๑๕)
นอกจากการแบ่งประเภทตามลักษณะการมีส่วนร่วม (การมีส่วนร่วมทางตรงและการม
ส่วนร่วมทางอ้อม) นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ยังคิดค้นเกณฑ์เพื่อแบ่งกระบวนการม
ส่วนร่วมของประชาชนเป็น “ระดับ (Level)” ต่าง ๆ ของการมีส่วนร่วม โดย ถวิลวดี บุรีกุล (๒๕๕๒) ใช
เกณฑ์ “ระดับการมีส่วนร่วม” และ “จำนวนประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วม” ในจำแนก “ความเข้มข้น ” ของ
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ ๗ ระดับ คือ
๑) การให้ ข้ อมู ล หมายถึง กระบวนการมีส่วนร่วมที่มีความเข้มข้นต่ำที่สุดเนื่องจาก
ประชาชนมี สถานะเป็นเพียง “ผู้รับสาร” หรือ “ผู้รับข้อมูล ” จากเจ้าหน้าที่ภาครัฐผู้กำหนดนโยบายหรือ
โครงการโดยไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายหรือโครงการ การให้ข้อมูล
ลักษณะนี้กระทำได้หลายวิธี ได้แก่ การจัดแถลงข่าว การแสดงนิทรรศการ หรือการเผยแพร่ข้อมูลให้แก
สาธารณชนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น