รายงาน GG 62 Full Report สำหรับผลิต (1) | Page 37

- หน้าที่ ๑๒ - ต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงเป็นตัวกลางที่สำคัญในการเชื่อมประสานการเมืองภาคพลเมืองและ โครงสร้างของรัฐ และยังก่อให้เกิดประเด็นคำถามมากมายเกี่ยวกับ “ทิศทางและพัฒนาการของระบอบ ประชาธิปไตยในอนาคต” ตลอดจน “กลยุทธ์ ที่จำเป็นต่อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน” การมี ส ่ ว นร่ ว มของประชาชน (Participation) มี ๒ ประเภท คื อ การมี ส ่ ว นร่ ว มในภาค ประชาสังคม (Civic Participation) และการมีส่วนร่วมในภาคการเมือง (Political Participation) สำหรับใน บริบทการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งสองล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ ต่อการส่งเสริม “ภาวะความเป็นพลเมือง” ในระบบการเมืองการปกครองประชาธิปไตย โดยในวรรณกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้ง ๒ ประเภท คือ ๑) การมีส่วนร่วมของประชาชนในภาคการเมือง (Political Participation) หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “ปัจเจกบุคคล (Individual)” หรือ “กลุ่มบุคคล (Group)” และหน่วยงานภาครัฐ (State Agencies) โดยส่ ว นใหญ่ แ ล้ ว มั ก จะหมายถึ ง การมี ส ่ ว นร่ ว มทางอ้ อ ม (Indirect Participation) เช่ น กระบวนการทางกฎหมายที่ประชาชนสามารถชี้นำการสรรหาและเลือกสรรบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนนโยบายและแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐ (Verba et al., ๑๙๗๒) หรือ การมีส่วนร่วมใน การกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ (Parry et al., ๑๙๙๒) กระบวนการมีส่วนร่วมโดยทางอ้อม ดังกล่าวถือเป็นคุณลักษณะสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ซึ่ง ความต้องการและความรู้สึกนึกคิดของภาคประชาชนนั้นจะได้รับการถ่ายทอดและสกัดไปเป็นนโยบาย โดย “ตั ว แทน (Representatives)” และ “ข้ า ราชการประจำ (Government Officials)” (Pollitt and Steinbauer, ๑๙๙๙) ทั้งนี้ การเลือกตั้ง การหาเสียงเลือกตั้ง หรือแม้แต่การชุมนุมประท้วง ก็ล้วนแล้วแต่เป็น การมีส่วนร่วมทางอ้อมของประชาชน ๒) การมี ส ่ ว นร่ ว มของประชาชนในภาคประชาสั ง คม (Civic Participation) ได้ รั บ ความสนใจจากนักวิชาการในแวดวงพัฒนศาสตร์ (Development Studies) เป็นอย่างมาก โดย Stewart และ Walsh (๑๙๙๒) ได้กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนที่แท้จริง คือ ความพยายามของหมู่คณะที่มุ่ง ครอบครองและควบคุมทรัพยากรขององค์กรที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในสังคม คำนิยามดังกล่าวทำให การมีส่วนร่วมของประชาชนมีขอบเขตนอกเหนือภาคการเมืองเนื่องจากกลุ่มบุคคลที่ต้องการควบคุมและ ครอบครองทรัพยากรและองคาพยพของรัฐเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่มีบทบาทหรืออิทธิพลในสถาบันภาคการเมือง ซึ่งอาจปรากฏในรูปแบบ “ขบวนการทางสังคม (Social Movement)” หรือ สมาคมต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็น “สหภาพ (Union)” “สมาคมวิ ช าชี พ (Professional Association)” และ “กลุ ่ ม ผลประโยชน์ (Interest Group)” นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนยังเป็นมิติสำคัญของแนวคิดการบริหารภาครัฐยุคใหม (New Public Management: NPM) (Torfing and Triantafillou, ๒๐๑๓) ซึ่งแนวคิด NPM นั้นมุ่งเสริมสร้าง ประสิทธิภาพของการจัดให้มีบริการสาธารณะโดยการนำเอาความต้องการและความคิดเห็นของประชาชนไป กำหนดนโยบาย โครงการ และกิจกรรมของภาครัฐ (Ferlie et al., ๑๙๙๖; Christensen and Laegreid, ๑๙๙๙; Flinders and Smith, ๑๙๙๙; Glor, ๒๐๐๑) นอกเหนื อ จากกระบวนการรั บ ฟั ง ความคิ ด เห็ น สาธารณะ (Public Hearing Process) ซึ่งทำให้หน่วยงานภาครัฐทราบถึงความต้องการและความคิดเห็นของ ประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนตามแนวคิด NPM ยังหมายถึง กระบวนการที่ประชาชนและผู้มีส่วนได