การทองเที่ยวเชิงสุขภาพ( Wellness Tourism)
อัตรำร้อยละของตัวอย่ำงนักท่องเที่ยวชำวต่ำงชำติจ�ำแนกตำม วัตถุประสงค์หลักในกำรเดินทำงมำประเทศไทย
ที่มา: ส�านักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, รายงานฉบับสมบูรณ์( FinalReport) โครงการส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และสุขภาพ ตามแนวทางพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย, 2555
เช่น ที่กรุงสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน เพียงแห่งเดียว ปรากฎว่ามี ร้านนวดไทยที่ท�าโดยคนไทยมากถึงกว่า 300 แห่ง ร้านนวดเหล่านี้ มีทั้งที่ได้มาตรฐาน และไม่ได้มาตรฐาน พนักงานนวดมีทั้งที่เคย ผ่านการอบรมตามหลักสูตรของกระทรวงสาธารณสุข ไปจนกระทั่ง ไม่มีความรู ้ด้านการนวดเลย รวมทั้งมีรายงานว่ามีจ�านวนพอสมควร ที่มีการแอบแฝงขายบริการทางเพศ
แม้บริการเชิงสุขภาพจะมีหลากหลาย แต่ยังมีขนาดทางตลาด เล็กกว่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ค่อนข้างมาก ซึ่งสวนทางกับ แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก ส�านักงานปลัดกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ได้ด�าเนินการส�ารวจพฤติกรรมการใช้บริการ ด้านการแพทย์ และบริการด้านสุขภาพอื่นๆ เมื่อปี 2554 พบว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีวัตถุประสงค์หลักในการเดินทางมา ประเทศไทยเพื่อใช้บริการเชิงสุขภาพหรือนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ( Wellness Tourists) มีเพียงร้อยละ 1.1 โดยภูมิภาคที่มีสัดส่วน ของนักท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์หลักในการมาใช้บริการด้าน สุขภาพสูงสุด ได้แก่ ภูมิภาคตะวันออกกลาง( ร้อยละ 2.6) รองลงมาได้แก่ เอเชียตะวันออก( ร้อยละ 1.4) โอเชียเนีย( ร้อยละ 1.1) อเมริกา( ร้อยละ 1.0) เอเชียใต้( ร้อยละ 0.8) แอฟริกา( ร้อยละ0.5) และยุโรป( ร้อยละ 0.3) อย่างไรก็ตาม แม้กลุ ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย จะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้บริการด้านสุขภาพเป็นส่วนน้อย
แต่เมื่อเดินทางมาประเทศไทยแล้วพบว่า นักท่องเที่ยวมีการ ใช้บริการเชิงสุขภาพสูงถึงร้อยละ 46.2 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด
จากการประมาณการจ�านวน และรายได้จากนักท่องเที่ยวชาว ต่างชาติที่ใช้บริการเชิงส่งเสริมสุขภาพ โดยใช้ผลการส�ารวจ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติดังกล่าวข้างต้น สามารถประมาณการ รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ประมาณ 25,090 ล้านบาท ในปี 2558 โดยส่วนใหญ่เป็นบริการประเภทสปา และนวดแผนไทย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย และเมื่อเปรียบเทียบ กับรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์( Medical Tourism) ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาทจะเห็นได้ว่า การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในประเทศไทยโตกว่าการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพถึง 4 เท่าซึ่งตรงกันข้ามกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ของโลกที่พบว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโตกว่า การท่องเที่ยว เชิงการแพทย์ประมาณ 7.3 เท่า เนื่องจากการท่องเที่ยวเชิง การแพทย์ของประเทศไทยนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็น โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่มีก�าลังเงินทุน มีความสามารถ ในการบริหารจัดการมีมาตรฐานการให้บริการสูง สามารถท�าตลาด ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐมากนัก ในขณะที่ผู้ให้บริการ เชิงสุขภาพส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดเล็กที่มีข้อจ�ากัดมากมาย ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความส�าคัญกับ การพัฒนาศักยภาพของผู้ให้บริการขนาดเล็กทั้งในด้านมาตรฐาน การให้บริการ และการบริหารจัดการอย่างจริงจัง
รายงานภาวะเศรษฐกิจท่องเที่ยว
39