ในมัณฑละแห่งศรีจนาศะ ละโว้ /ศรีเทพ /เสมา ในมัณฑละแห่งศรีจนาศะ ละโว้ / ศรีเทพ / เสมา | Page 76
กิโลเมตร ชายที ส ่ ง ู ของเทือกเขาพนมดงรัก พบจารึก
ส�ำคัญอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า จารึกศรีราชภิกษุหรือ
หรือจารึกหินขอน ๑ และ ๒ รูปแบบของตัวอักษร
เป็นอักษรหลังปัลลวะ ท�ำให้ก ำ � หนดอายุได้ราวพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ศิลาจารึกหินขอนเป็นจารึกบน
เสาสี่เหลี่ยม ตั้งอยู่ในบริเวณโบราณสถานบ้านหิน
ขอนในอ�ำเภอปักธงชัย ปัจจุบันมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ห่างจากเมืองปักราว ๓ กิโลเมตร ชื อ ่ บ้านขอนขว้าง
ซึ่งอาจจะเป็นที่นี่หรือไม่ก็ได
จากการบรรยายของ ศ.เซเดส์ โบราณสถาน
แห่งนี้น่าจะเป็นพุทธสถาน มีเสาศิลาตั้งคู่กันเป็นใบ
เสมา บางเสามีภาพจ�ำหลักรูปเจดีย์ บางเสามีจารึก
โดยเฉพาะจารึกที่เสานั้น มีอยู่ ๒ หลักที่อ่านและ
แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส โดย ศ.ยอร์ช เซเดส์ เมื่อป
พ.ศ. ๒๔๙๗ ศ. ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล แปลเอกสาร
ชิ้นดังกล่าวเป็น ภาษาไทย เนื้อหากล่าวถึงทาน
ศรีราชภิกษุ ซึ่งบาทบงกช ไดรับการเคารพบูชา
ทานไดสรางเสมาศิลา ๔ หลัก ซึ่งมีลักษณะอยางด
ยิ่งและงดงามถวายวัด ๑๐ วัด บริจาคทานแกคณะ
สงฆ ประกอบไปดวยองคแหงพระสุคต (พระพุทธ
รูป) ทุงนา ทาส ฯลฯ และจีวร ๒ ผืน พรอม กฐิน
และเจดีย อาหาร เครื่องขบเคี้ยว เครื่องดื่ม หมาก
และสวน (สิ่งประดับดวย) ผลไมและดอกไมตางๆ
จากบรรดาตนไมท่ี ปลูกไว
ท่านราชภิกษุผู้นี้ มีสมญาว่า “อุปธยายะ”
และสถานที่ตั้งศาสนสถานมีนามว่า “เสฺราพฺรา”
หรือ “สฺโรพฺรา” ซึ่งท่านราชภิกษุนี้เป็นเจ้านฤเปน
ทราธิปติวรมัน โอรสของผู้สูงศักดิ์อีกองค์หนึ่ง ซึ่งม
พระนามคล้ายคลึงกัน ทั ง ้ สององค์คงเป็นเจ้านายใน
ราชวงศ์พื้นเมือง
จะเห็นว่าการอุทิศเพืื่อการท�ำบุญของพระ
ราชาในบ้านเมืองใกล้เคียงกันนั้นมีธรรมเนียมไม
ต่างกัน ในช่วงพุทธศตวรรที่ ๑๓ หรือ ๑๔ ที่เมือง
เสมายังเห็นได้ชัดกับการนับถือพุทธศาสนาแบบ
เถรวาท ส่วนทางเมืองปักจากจารึกเป็นเรื่องของ
76
ในมัณฑละแห่งศรีจนาศะ ละโว้/ศรีเทพ/เสมา”
บ้านเมืองทางพุทธศาสนาแน่นอน ต่อมาในราว
พุทธศตวรรษที่ ๑๕ ก็ยังมีการนับถือพุทธศาสนาไป
พร้อมๆ กับการนับถือบูชาเทพเจ้าในศาสนาฮินดูไป
พร้อมๆ กัน ซึ ง ่ ได้ร บ ั อิทธิพลส่งผ่านมาอย่างแน่นอน
จากบ้านเมืองในเขตเขมรต�่ำของลุ่มทะเลสาบ แถบ
ที ร ่ าบสูงโคราชชายขอบที ส ่ ง ู ของเทือกเขาพนมดงรัก
ที่เป็นเส้นทางติดต่อลงสู่ที่ราบของบ้านเมืองในเขต
เขมรต� ำ ่ ผ่านสู ท ่ ร ี่ าบภาคกลางด้วยเส้นทางผ่านทาง
เมืองเสมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖
บริเวณเมืองเสมาจากการขุดค้น พบว่าชั้น
ดินการอยู่อาศัยนั้นอยู่ในรูปแบบสมัยทวารวดีนาน
ที่สุด จะสังเกตได้ว่าศาสนสถานแบบฮินดูนั้นตั้งอยู
ใจกลางเมืองเสมาแต่มีเพียงแห่งเดียว นอกนั้นเป็น
อาคารศาสนสถานแบบพุทธสถานเป็นหลัก แม้แต
พระพุทธรูปปางปริน พ ิ พานนอกเมือง ดังนั น ้ การที พ ่ บ
กลุ ม ่ ศาสนาแบบฮินดูในวัฒนธรรมแบบเขมรโบราณ
ในช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ แยกออกไป
จากเมืองเสมาอย่างชัดเจนก็น่าจะตั้งเป็นข้อสังเกต
ถึงการยอมรับศาสนาฮินดูที่สัมพันธ์กับพระราชา
ผู้ปกครองเป็นประการส�ำคัญมากกว่ากลุ่มชาวบ้าน
ทั่วไป
กลุ่มปราสาทหินริมล�ำตะคองในวัฒนธรรมเขมร
จากเมืองเสมาไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว
๔.๓ กิโลเมตร มีกลุ ม ่ ชุมชนในระยะต่อมาที ป ่ ราสาท
เมืองแขกและปราสาทโนนกู ซ ่ ง ึ่ น่าจะมีอายุราวพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ด้วยระยะทางที่ตั้งห่างกันเพียง
๕๐๐ เมตร ส่วนอโรคยาศาลซึ ง ่ เป็นรูปแบบปราสาท
สร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ที่ “ปราสาทเมือง
เก่า” ห่างจากเมืองเสมาในทิศทางเดียวกันราว ๗
กิโลเมตร และห่างจากกลุ่มปราสาทเมืองแขกราว
๓ กิโลเมตร กลุ่มปราสาททั้ง ๓ แห่ง อยู่ริมฝั่งล�ำ
ตะคองทางด้านใต